แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ telephone online แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ telephone online แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

Apple ลุยธุรกิจเครือข่ายสังคมเพื่อเพลง "Ping"

แอปเปิล (Apple) กระโดดร่วมวงธุรกิจเครือข่ายสังคมออนไลน์อีกราย เปิดตัวบริการ Ping โซเชียลเน็ตเวิร์กบน iTunes ซึ่งแอปเปิลเชื่อว่าจะเป็นช่องทางให้สาวกได้อัปเดทเพลงใหม่จนตัดสินใจซื้อ เพลงกับแอปเปิลถี่มากขึ้น นอกจาก Ping แอปเปิลยังเปิดตัวเครื่องเล่นเพลงพกพาตระกูล iPod ใหม่ยกแผง และ Apple TV รุ่นใหม่ราคาประหยัดไร้ฮาร์ดดิสก์ พร้อมโชว์คุณสมบัติใหม่ในซอฟต์แวร์ iOS เวอร์ชัน 4.2 ที่จะทำให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์แท็บเล็ต iPad และสมาร์ทโฟน iPhone สามารถสั่งพิมพ์งานแบบไร้สายได้ ตามความคาดหมาย แอปเปิลเปิดตัวนานาความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับบริการเพลงในแถลงข่าวธุรกิจเพลง ของแอปเปิลซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์ศิลปะ Yerba Center เมื่อวันพุธที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา โดยความเคลื่อน ไหวในส่วนฮาร์ดแวร์นั้นมี 2 สินค้าหลัก สินค้าแรกคือการออกเซ็ตท็อปบ็อกซ์ Apple TV รุ่นใหม่ขนาดเล็กลงตามราคาที่หั่นเหลือ 99 เหรียญ (ราว 3,200 บาท) ลดลงจากรุ่นดั้งเดิมที่มีราคาถึง 229 เหรียญ (ประมาณ 7,400 บาท) ไม่เพียงราคาเครื่อง แอปเปิลยังลดราคาเช่ารายการทีวีโชว์เหลือ 99 เซนต์ (ราว 32 บาท) โดยจับมือกับสถานีโทรทัศน์ในสหรัฐฯอย่าง Fox และ ABC รวมถึงจับมือกับ Netflix เพื่อให้บริการสตรีมมิ่งภาพยนตร์ด้วย สินค้าที่สองคือเครื่อง เล่นเพลงตระกูล iPod สินค้าที่เปลี่ยนชีวิตของแอปเปิลหลังการเปิดตัวครั้งแรกในปี 2001 ครั้งนี้แอปเปิลปรับดีไซน์และคุณสมบัติใหม่ทั้งกลุ่ม Shuffle, Nano และ Touch จุดนี้จ็อบส์มั่นใจว่าแม้ยอดจำหน่าย iPod ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2010 จะลดลง แต่จากนี้รายได้จาก iPod จะเพิ่มขึ้นแน่นอนเพราะสาวกแอปเปิลจะตกอยู่ใต้มนต์สะกดของ iPod Touch ที่มีคุณสมบัติดีขึ้นจนความสามารถบางส่วนใกล้เคียง iPhone 4 และที่สำคัญคือมีราคาแพงขึ้นกว่า iPod รุ่นดั้งเดิม เฟสบุ๊กและทวิตเตอร์บน iTunes ที่เหนือความคาดหมายคือการเปิด ตัวบริการนามว่า Ping จ็อบส์นั้นนิยามความเป็น Ping ว่าคือเฟสบุ๊กและทวิตเตอร์ที่เกี่ยวกับเพลงบน iTunes แหล่งดาวน์โหลดคอนเทนต์ออนไลน์สำหรับทุกอุปกรณ์ของแอปเปิล โดยผู้ใช้จะสามารถ "follow" หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้แบบ Twitter แต่จะเป็นเนื้อหาเรื่องเพลง เช่น เพลงล่าสุดที่ฟัง เพลงล่าสุดที่ซื้อ รวมถึงคอนเสิร์ตที่กำลังวางแผนไปชม ไม่ใช่เพียงเพื่อน แต่ผู้ใช้จะสามารถติดตามกลุ่มศิลปินเพื่ออัปเดทผลงานใหม่ ทัวร์คอนเสิร์ต และงานอีเวนต์ต่างๆที่กำลังจะมีขึ้น บริการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจากบริการเพลงออนไลน์ดั้งเดิมในตลาดอย่าง Pandora และ Zune Social จากไมโครซอฟท์นั้นมีฟีเจอร์ที่เปิดกว้างให้เพื่อนสามารถแบ่งปันข้อมูลเกี่ยว กับเพลงได้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นต่างกัน เนื่องจากคุณสมบัตินี้จะส่งตรงถึงสมาชิก iTunes มากกว่า 160 ล้านคนที่จะดาวน์โหลด iTunes เวอร์ชัน 10 ใหม่ล่าสุด ทั้งหมดนี้เป็นโอกาสที่ทำให้นักวิเคราะห์เชื่อว่า Ping จะไม่แป้กอย่างในบริการเพลงอื่น นักวิเคราะห์มองว่า แอ ปเปิลนั้นต้องการสร้างสายสัมผัสระหว่างผู้ใช้ iTunes เพื่อเป้าหมายขายเพลงอย่างชัดเจน เพราะ Ping จะทำให้สาวกแอปเปิลมีเหตุผลในการควักเงินซื้อเพลงบ่อยครั้งและถี่ขึ้น ทั้งหมดนี้นักวิเคราะห์เชื่อว่า Ping จะไม่ใช่คู่แข่งของเฟสบุ๊ก เพราะเฟสบุ๊กนั้นเป็นแหล่งพบปะเพื่อนฝูงทุกกลุ่มอย่างแท้จริง แต่ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจาก Ping จะเป็น MySpace แทน ซึ่งในช่วง 2-3 ปีหลังมานี้ MySpace นั้นเป็นสังคมออนไลน์ด้านเพลงของชาวอเมริกันเป็นหลักไปแล้ว จ็อบส์ระบุว่า Ping นั้นมีนโยบายการรักษาความเป็นส่วนตัวแบบง่ายไม่ซับซ้อน โดยทุกคนสามารถ follow ติดตามกลุ่มศิลปินที่ชื่นชอบเพื่อรับข้อมูลอัปเดทเรื่องเพลงตามต้องการ และจะสามารถตั้งค่าให้ผู้ใช้รายอื่นมา follow ตัวเองได้ทั้งแบบรับทุกคนและแบบรออนุมัติก่อน iOS ยังไม่แก้เรื่องเสาสัญญาณ จ้อบส์นั้นประกาศบนเวทีว่า ปัจจุบัน แอปเปิลสามารถจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS ได้มากถึง 120 ล้านเครื่องแล้ว โดยการันตีว่าระบบปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์พกพาอย่าง iOS นั้นมีการใช้งานเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 230,000 อุปกรณ์ต่อวัน สำหรับ เวอร์ชัน 4.01 ซึ่งแอปเปิลจะเปิดให้ดาวน์โหลดสัปดาห์หน้านั้น แอปเปิลระบุว่าได้แก้ปัญหาเรื่องเซ็นเซอร์ใน iPhone 4 (ไม่ใช่เรื่องการรับสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่บกพร่องที่เป็นข่าวคราวใหญ่โต) งานนี้จ็อบส์ระบุว่า iOS 4.2 เวอร์ชันหน้าจะพร้อมเปิดใช้งานได้ในเดือนพฤศจิกายน จุดเด่นของเวอร์ชัน 4.2 คือการทำให้แอปพลิเคชัน iPad สามารถทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันของ iPhone ได้ดีขึ้น โดยจะมีตัวชูโรงคือเทคโนโลยี AirPlay ซึ่งผู้ใช้จะสามารถส่งต่อมัลติมีเดียระหว่างอุปกรณ์ได้ผ่านเครือข่าย Wi-Fi สำหรับยอดการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน แอปเปิลเคลมว่าลูกค้าแอปเปิลนั้นดาวน์โหลดซอฟต์แวร์มากถึง 200 แอปพลิเคชันต่อวินาที ขอขอบคุณข้อมูลจาก Cyber Biz

วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

VoIP Phone เทคโนโลยีโทรศัพท์แห่งอนาคต

เทคโนโลยี VoIP หรือ Voice over IP นั้นเป็นเทคโนโลยีใหม่สำหรับการโทรศัพท์ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีข้อดีอันดับแรก ๆ ที่เห็นได้ชัดก็คือ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการโทรได้ ไม่ว่าจะเป็นการโทรภายในประเทศ หรือการโทรระหว่างประเทศก็ตาม เพราะการโทรศัพท์ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ตนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องทำงานผ่าน ทางชุมสายโทรศัพท์ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายของส่วนที่ให้บริการด้วย แต่การโทรศัพท์ผ่านทางอินเทอร์เน็ตนั้นจะเป็นการทำงานโดยอาศัยหลักการเดียว กับการส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต

VoIP คืออะไร
VoIP (Voice over IP) นั้นเป็นการประยุกต์การส่งข้อมูลของอินเทอร์เน็ตมาใช้งาน ซึ่งโดยปกติการใช้งานอินเทอร์เน็ตจะเป็นการใช้สัญญาณข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่สำหรับการใช้งาน VoIP นั้นจะเป็นการนำเอาสัญญาณเสียงมารวมเข้ากับสัญญาณข้อมูลเพื่อส่งผ่านไปยัง ระบบเครือข่ายผ่านทางโพรโตคอลที่ใช้สำหรับอินเทอร์เน็ตก็คือ Internet Protocol หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า IP ซึ่งตามปกตินั้น IP จะใช้สัญญาณข้อมูลเท่านั้น แต่ด้วยเทคโนโลยี VoIP ที่ทำให้ส่งสัญญาณเสียงได้ ด้วยรูปแบบการส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตจึงทำให้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการ โทรศัพท์ได้เป็นอย่างมาก

การทำงานของ Internet Protocol (IP)
หัวใจสำคัญของ VoIP ก็คือ Internet Protocol เพราะจะเป็นตัวกลางในการทำหน้าที่สำหรับติดต่อสื่อสารระหว่างต้นทางและปลาย ทาง และอย่างที่กล่าวไปแล้วก็คือ การทำงานผ่าน IP โดยปกติจะเป็นการส่งสัญญาณข้อมูลเท่านั้น แต่ด้วยการผสมผสานระหว่างเสียงและข้อมูลจึงทำให้ VoIP เกิดประโยชน์ทั้งทางด้านการพัฒนาและเทคโนโลยีขึ้นมา และการทำงานของโพรโตคอล IP สามารถแยกแบบคร่าว ๆ ได้ก็คือ
- สัญญาณข้อมูลจะถูกแบ่งออกเป็นส่วน ๆ เพื่อส่งออกไปตามเส้นทางบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
- เมื่อข้อมูลที่ถูกแบ่งไปถึงปลายทางจะใช้ระยะเวลาและการทำงานที่ต่างกันซึ่ง อาจจะไม่พร้อมกันก็ได้
- ข้อมูลที่ถึงปลายทางแล้วจะมีโพรโตคอล TCP ที่จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ส่งมาทั้งหมด
- ตรวจสอบข้อมูลให้อยู่ในสภาพเดิมเหมือนก่อนที่จะถูกแยกออกเป็นส่วน ๆ
จาก ขั้นตอนการส่งข้อมูลดังกล่าวผ่านทาง IP แบบคร่าว ๆ นั้นจะเห็นได้ว่าส่วนที่สำคัญก็คือ การแยกไฟล์ขนาดใหญ่ออกเป็นส่วนเล็ก ๆ หลายส่วนแล้วค่อยส่งออกไป เมื่อครบทุกส่วนที่ปลายทางแล้วจึงมีการประกอบให้คืนรูปแบบภายหลัง ถ้าจะมองให้เห็นภาพการส่งข้อมูลแบบเป็นส่วน ๆ ให้ชัดกว่านี้ก็เปรียบเทียบได้กับการใช้งานโปรแกรมช่วยดาวน์โหลด เช่น Flashget ที่จะมีการแยกไฟล์เป็นส่วน ๆ ในการดาวน์โหลดเพื่อเพิ่มความเร็วในการทำงาน และที่สำคัญก็คือ ช่วยลดเวลาในการทำงานได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการทำงานในรูปแบบ IP จึงมีความสำคัญต่อการสื่อสารด้วยเสียงผ่านเทคโนโลยี VoIP เป็นอย่างมากเพราะนอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มความเร็วด้วยการแยกไฟล์ข้อมูล (เสียงหรือข้อมูล) ออกเป็นส่วน ๆ แล้วยังเพิ่มประสิทธิภาพนอกเหนือจากการติดต่อสื่อสารผ่านทางเสียงเพียงอย่าง เดียวให้สามารถทำงานเกี่ยวกับทางด้านข้อมูลไปในตัวด้วย

เหตุผลในการเลือก VoIP
สำหรับการเลือกใช้งาน VoIP มาเป็นส่วนของการช่วยโทรศัพท์นั้น ก็เนื่องจากว่า ในปัจจุบันอินเทอร์เน็ตได้มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย และได้รับความนิยมเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐบาลหรือหน่วยงาน ของเอกชนก็ตาม จะต้องมีอินเทอร์เน็ตไว้ใช้ในองค์กร ที่สำคัญก็คือ อินเทอร์เน็ตแบบความเร็วสูงที่กำลังขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ และด้วยการขยายตัวของดระบบเครือข่ายสัญญาณข้อมูล Data Network ที่มีอัตราการขยายตัวอย่างรวดเร็วกว่าการขยายตัวของการสื่อสารด้วยเสียง จึงเหมาะสำหรับผู้ใช้งานในทุกระดับที่มีอินเทอร์เน็ตไว้ใช้งานเพราะด้วย เทคโนโลยีของ VoIP นั้นจะช่วยให้คุณสามารถนำเอาการรับส่งสัญญาณข้อมูลและสัญญาณเสียงได้พร้อม กัน ทำให้เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน และด้วยเหตุผลต่าง ๆ เหล่านี้จึงทำให้ VoIP ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

VoIP เหมาะสำหรับใคร???
อย่างที่ได้กล่าวไว้ตอนต้นว่าใคร ๆ ก็สามารถใช้เทคโนโลยี VoIP ได้ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่หรือว่าจะเป็นการใช้ตามบ้านก็ตาม เพราะด้วยต้นทุนที่ต่ำและสามารถนำเทคโนโลยีรวมถึงอุปกรณ์ที่มีอยู่มาใช้งาน ได้ทันที โดยที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องลงทุนติดตั้งระบบหรือรื้อระบบใหม่ เพราะ VoIP ยังคงทำงานผ่านพื้นฐานของกานให้บริการอินเทอร์เน็ตอยู่ อย่างไรก็ดี VoIP นั้นก็ยังคงต้องอาศัยทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ในการทำงาน ซึ่งถ้าเป็นการใช้งานตามบ้านทั่วไปที่มีการโทรข้ามจังหวัดหรือโทรศัพท์ข้าม ประเทศนั้นเพียงติดตั้งซอฟต์แวร์และเสียค่าบริการให้กับผู้ให้บริการ VoIP ก็ใช้งานได้แล้ว ซึ่งผู้ใช้บริการ VoIP ส่วนมากจะเป็นผู้ให้บริการจากต่างประเทศ แต่สำหรับองค์กรขนาดใหญ่หรือจะเป็น SME ที่มีปริมาณการโทรมากก็จำเป็นที่ต้องอาศัยทั้งซอฟต์แวร์และฮร์ดแวร์ หรือองค์กรที่มีเครือข่าย Leased Line, Frame Relay, ISDN แม้กระทั่งเครือข่าย E1/T1 ก็สามารถนำอุปกรณ์ดังกล่าวนำมาประยุกต์ใช้งาน VoIP ได้เช่นกัน

มาตรฐานของ VoIP
การติดต่อสื่อสารในแบบต่าง ๆ ก็ย่อมต้องมีมาตรฐานขึ้นมาเป็นตัวกำหนดเพื่อให้ผู้ผลิตทั้งทางฮาร์ดแวร์และ ซอฟต์แวร์ได้อ้างอิงการทำงานบนมาตรฐานเดียวกันและ VoIP จะมีมารฐานอยู่ 2 มาตรฐานด้วยกันคือ มาตรฐาน H.323 และมาตรฐาน SIP มาตรฐานเหล่านี้เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า “Call Control Technologies” ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการนำเทคโนโลยี VoIP มาใช้งานสำหรับการสื่อสาร
- มาตรฐาน H.323
เป็น มาตรฐานที่มีการนำมาใช้งานกันในช่วงแรก ๆ ของเทคโนโลยี VoIP เสมือนหนึ่งว่าถูกนำมาใช้งานชั่วคราว เพราะมาตรฐาน H.323 ไม่ได้ถูกนำมาใช้งานชั่วคราว เพราะมาตรฐาน H.323 ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับกับการทำงานผ่าน IP และข้อเสียอีกประการของมาตรฐาน H.323 ก็คือ จะทำงานได้ค่อนข้างช้า
- มาตรฐาน SIP
ด้วย มาตรฐาน SIP ถือไดว่าเป็นมาตรฐานใหม่ที่ออกมารองรับกับ VoIP ซึ่งถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับ IP โดยเฉพาะ โดยในส่วนของการทำงานนั้นจะทำงานคล้ายคลึงกับการทำงานแบบ Client-Server Protocol และถือว่ามาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานที่เหมาะกับการเริ่มต้นใช้งานใหม่เป็นอย่าง มาก

ซอฟต์แวร์ VoIP
ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการทำงานของ VoIP นั้นก็มีอยู่หลายตัว แต่ที่ได้รับความนิยมรวมถึงที่ออกมาใหม่นั้นจะมีอยู่ด้วยกัน 3 โปรแกรม ซึ่งแต่ละโปรแกรมก็กำลังเร่งพัฒนาให้โปรแกรมของตนมีคุณภาพรวมถึงความปลอดภัย ในการทำงานให้มากขึ้นกว่าเดิม
- Skype เป็นโปรแกรม VoIP โปรแกรมแรก ๆ ที่ออกมาซึ่งเป็นการให้บริการที่มีทั้งแบบที่ใช้งานฟรีและแบบที่ต้องเสียค่า บริการ จึงทำให้ Skype มียอดผู้ใช้งานในแต่ละวันเป็นจำนวนมากกว่า 3 ล้านคน จากผู้ใช้งานทั่วโลก ด้วยการใช้งานที่ง่ายและรองรับกับระบบปฏิบัติการทั้งวินโดวส์ Mac และ Linux
- Google Talk เรียกได้ว่าเป็นโปรแกรมน้องใหม่ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาประสิทธิภาพใน การทำงานให้ดีมากยิ่งขึ้น เพราะถึงแม้ว่าตัวโปรแกรมยังเป็นเวอร์ชันทดสอบ แต่ก็สามารถใช้งานในส่วนของ VoIP ได้อย่างไม่มีปัญหา
- Gizmo Project เป็นโปรแกรมที่อยู่ระหว่างการทดสอบการใช้งานเช่นกัน ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีความสามารถและประสิทธิภาพในการทำงาน VoIP ที่ดีแต่ก็ยังคงมีปัญหาอยู่บ้างบางส่วนของการใช้งาน

ข้อดีของ VoIP
- ประหยัดค่าใช้จ่าย ด้วยการนำเอา VoIP มาใช้นั้นจะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านต่าง ๆ ได้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นทางด้านอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรือจะเป็นทางด้านระบบของโทรศัพท์ เพราะเมื่อคิดค่าใช้จ่ายจากค่าบริการหรือค่าอุปกรณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อมีปริมาณการโทรทางไกลจำนวนมากในระยะยาวก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีก หลายเท่าตัว
- เหมาะกับการประชุมทางไกล เมื่อมีเหตุจำเป็นจะต้องประชุมผ่านทางโทรศัพท์ทั่วไปนั้นอาจจะเกิดปัญหาของ การติดต่อสื่อสารได้ แต่ด้วย VoIP จะช่วยทำให้สามารถติดต่อสื่อสารด้วยเสียงไปพร้อมกับการรับส่งข้อมูลได้ทันที
- รับ-ส่งไฟล์ได้โดยตรง การติดต่อผ่าน VoIP นั้นจะสามารถส่งไฟล์ให้กันได้โดยตรงผ่านระบบ P2P โดยอาศัยเพียงแค่ซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ VoIP เท่านั้นก็สามารถใช้งานได้

ข้อจำกัดของ VoIP
- คุณภาพเสียง ถึงแม้ว่าจะมีราคาและค่าใช้จ่ายในการโทรที่ถูกกว่าโทรศัพท์ทั่วไป แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือคุณภาพของเสียงสนทนาที่จะด้อยลง ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการลดคุณภาพของเสียงลงเพื่อที่จะส่งไปยังปลายทางได้ เร็วมากขึ้น
- อุปกรณ์ในการทำงาน การโทรศัพท์ด้วย VoIP นั้นถ้าเป็นผู้ใช้งานตามบ้านทั่วไป ก็จำเป็นที่จะต้องมีทั้งคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และไมโครโฟนพร้อมลำโพง ซึ่งต่างจากโทรศัพท์ธรรมดาที่จะมีเพียงแค่สายโทรศัพท์และตัวเครื่องโทรศัพท์ เท่านั้น

“จะ เห็นได้ว่าด้วยเทคโนโลยี VoIP ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นให้ประโยชน์ต่อการติดต่อสื่อสารทางไกลเป็นอย่างมาก ซึ่งเหมาะกับทั้งผู้ใช้งานตามบ้านทั่วไป และผู้ใช้งานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และถึงแม้ว่า VoIP จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการติดต่อสื่อสารด้วยเสียงและข้อมูลด้วยราคาที่ ประหยัดและคุ้มค่ากว่า เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าจับตามองก่อนที่จะมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นมา”

http://www.omlnetwork.com/tel25satang/voip.php


http://www.onairnetwork.net

รับวางโคโล เช่าเครื่อง โฮสติ้ง vps เริ่มต้นเพียง 800บาท สนใจติดต่อ 083-739-8895


http://www.iguru.in.th

เว็บ กูรู guru สารานุกรม ความรู้ บทความ หาเพื่อน แชท เกม แฟชั่น บันเทิง